Holding Capacity ของแคลมป์ คืออะไร? เลือกแรงจับให้เหมาะกับงาน

Holding Capacity ของแคลมป์คืออะไร?

Holding Capacity ของแคลมป์ คือค่าความสามารถสูงสุดที่แคลมป์สามารถต้านแรงได้ขณะอยู่ในตำแหน่งปิดและล็อก โดยไม่เกิดการเสียรูปถาวรตามเงื่อนไขการทดสอบของผู้ผลิต ค่านี้ไม่ใช่แรงที่แคลมป์กดลงบนชิ้นงาน และไม่ควรเลือกแคลมป์จากน้ำหนักของชิ้นงานเพียงอย่างเดียว

การเลือกแรงจับที่เหมาะสมต้องดูทั้งแรงจากกระบวนการผลิต ทิศทางของแรง ตำแหน่งจุดกด จำนวนแคลมป์ ความแข็งแรงของ Jig & Fixture และค่า Safety Factor ที่เหมาะสมกับงาน

หากกำลังเลือกอุปกรณ์จับยึดสำหรับงานผลิต งานประกอบ งานเชื่อม หรืองาน Jig & Fixture สามารถดูประเภทและรุ่นของ แคลมป์ เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการจับยึดให้เหมาะกับหน้างานได้


Holding Capacity คืออะไร?

เวลามองสเปกของแคลมป์ โดยเฉพาะ Toggle Clamp เรามักเจอคำว่า

  • Holding Capacity
  • Holding Force
  • Maximum Holding Capacity
  • Clamping Force
  • Exerting Force

หลายคนเห็นตัวเลขเป็น N, kgf หรือ lbf แล้วเข้าใจทันทีว่าเป็น “แรงกดของแคลมป์” แต่จริง ๆ แล้วแต่ละค่ามีความหมายไม่เหมือนกัน

Holding Capacity ใช้บอกความสามารถของตัวแคลมป์ในการต้านแรงที่พยายามเปิดหรือทำให้กลไกเสียรูปหลังจากแคลมป์เข้าสู่ตำแหน่งล็อกแล้ว

ตัวอย่างเช่น หากชิ้นงานถูกแรงจากการเจาะ การตัด การสั่น หรือแรงจากกระบวนการประกอบพยายามดันขึ้น ตัวแคลมป์จะต้องรับแรงดังกล่าวโดยไม่คลายออกหรือเกิดความเสียหาย

ผู้ผลิตอย่าง DESTACO อธิบายว่า Maximum Holding Capacity เป็นค่าที่ได้จากการทดสอบแรงกับแคลมป์ในสถานะปิด โดยค่าดังกล่าวเป็น Maximum Rating และไม่ควรใช้งานเกินค่าที่กำหนด

Holding Capacity ของแคลมป์

Holding Capacity กับ Clamping Force ต่างกันอย่างไร?

นี่คือจุดที่ควรเข้าใจก่อนเลือก แคลมป์จับชิ้นงาน

ค่าความหมายใช้พิจารณาอะไร
Holding Capacityความสามารถในการต้านแรงของแคลมป์เมื่ออยู่ในตำแหน่งล็อกแคลมป์สามารถรับแรงย้อนกลับได้แค่ไหน
Clamping Forceแรงที่หัวกดของแคลมป์กดลงบนชิ้นงานชิ้นงานถูกกดแน่นเพียงใด
Input Forceแรงที่ผู้ใช้ออกแรงกับด้ามแคลมป์แรงที่ใช้เปิด-ปิด Clamp
External Loadแรงจากกระบวนการที่พยายามทำให้ชิ้นงานเคลื่อนใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการเลือก Clamp

สรุปง่าย ๆ

Holding Capacity = แคลมป์ “ทนแรงได้แค่ไหน”

Clamping Force = แคลมป์ “กดชิ้นงานแรงแค่ไหน”

สองค่านี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่ค่าเดียวกัน โดยแรงกดจริงของ Manual Toggle Clamp ยังเปลี่ยนแปลงได้ตามแรงที่ผู้ใช้ออกกับด้ามและตำแหน่งของจุดกดบนแขนแคลมป์ด้วย


ชิ้นงานหนัก 20 กิโลกรัม ต้องใช้แคลมป์แรงจับ 20 กิโลกรัมหรือไม่?

ไม่ควรเลือกแบบนั้น

น้ำหนักชิ้นงานเป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลที่ใช้พิจารณา แต่แรงที่แคลมป์ต้องรับจริงอาจมากกว่าน้ำหนักชิ้นงานหลายลักษณะ เพราะระหว่างทำงานอาจมีแรงอื่นเข้ามา เช่น

  • แรงจากการเจาะ
  • แรงตัด
  • แรงกัด
  • แรงยก
  • แรงผลักหรือแรงดึง
  • แรงกระแทก
  • การสั่นสะเทือน
  • การบิดของชิ้นงาน
  • การหดหรือโก่งตัวจากงานเชื่อม

ดังนั้นแทนที่จะถามว่า

“ชิ้นงานหนักกี่กิโลกรัม?”

ควรถามเพิ่มว่า

“ระหว่างทำงาน มีแรงอะไรพยายามทำให้ชิ้นงานเคลื่อนออกจากตำแหน่ง?”

นี่คือข้อมูลที่สำคัญกว่าการดูน้ำหนักเพียงอย่างเดียว


แล้วควรเลือก Holding Capacity ของแคลมป์เท่าไหร่?

ไม่มีตัวเลขเดียว เช่น 100 kg, 200 kg หรือ 500 kg ที่เหมาะกับทุกงาน

หลักการเบื้องต้นคือ Holding Capacity ที่เลือกต้องรองรับ Design Load ที่เกิดกับแคลมป์แต่ละตัวได้ โดยไม่เกิน Maximum Rating ของผู้ผลิต

แนวคิดพื้นฐานสามารถเขียนได้ว่า

Design Load = External Load × Safety Factor

หากมีแคลมป์หลายตัวและโครงสร้างถูกออกแบบให้แบ่งรับแรงได้จริง จึงค่อยพิจารณาว่าแคลมป์แต่ละตัวรับ Load เท่าใด

Safety Factor ไม่ควรกำหนดแบบเหมารวม เพราะขึ้นอยู่กับลักษณะโหลด ความสั่น แรงกระแทก จำนวนรอบการใช้งาน ความเสียหายที่ยอมรับได้ และมาตรฐานทางวิศวกรรมของแต่ละงาน


ตัวอย่างเลือก Holding Capacity แบบเข้าใจง่าย

สมมติ Fixture มีแรงจากกระบวนการพยายามยกชิ้นงานขึ้นประมาณ

600 N

และวิศวกรของงานกำหนด Design Safety Factor ไว้ที่

2

จะได้

Design Load = 600 × 2 = 1,200 N

หาก Fixture มีแคลมป์ 2 ตัว และทั้งสองตำแหน่งถูกออกแบบให้แบ่งรับแรงเท่า ๆ กันจริง

จะได้แรงที่ต้องรองรับประมาณ

1,200 ÷ 2 = 600 N ต่อแคลมป์

ดังนั้นในขั้นคัดเลือกรุ่นเบื้องต้น ควรมองหาแคลมป์ที่มี Holding Capacity รองรับค่าดังกล่าวได้ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด

แต่ยังไม่ควรจบการเลือกเพียงเท่านี้ เพราะต้องดูตำแหน่ง Spindle, Fixture, Bolt, ทิศทาง Load และปัจจัยอื่นร่วมด้วย


ตารางเลือกแคลมป์ตามลักษณะงาน

ลักษณะงานสิ่งที่แคลมป์ต้องรับสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ
งานประกอบแรงกดและแรงจากการประกอบความแม่นยำและการเปิด-ปิดรวดเร็ว
งานไม้แรงกดชิ้นงานเข้ากับโต๊ะหรือ Jigแรงกดพอดีและไม่ทำให้ผิวงานเสียหาย
งานเจาะแรงยกและแรงหมุนHolding Capacity และตำแหน่ง Stopper
งานเชื่อมการบิดและการโก่งตัวของชิ้นงานตำแหน่งจับ ความแข็งแรง Fixture และความร้อน
งาน Jig & FixtureแรงหลายทิศทางตามกระบวนการLoad Path และตำแหน่ง Locator
งาน MachiningCutting Force และ Vibrationต้องวิเคราะห์แรงจริงอย่างละเอียด
งานตรวจสอบแรงจับค่อนข้างคงที่Repeatability และตำแหน่งชิ้นงาน

ตารางนี้ใช้สำหรับช่วยแยกลักษณะงานเท่านั้น ไม่ควรใช้แทนการคำนวณทางวิศวกรรมสำหรับ Fixture ที่มีความเสี่ยงสูง


6 ปัจจัยที่ต้องดู ก่อนเลือก Holding Capacity ของแคลมป์

1. แรงที่เกิดขึ้นกับชิ้นงาน

เริ่มจากดูว่ากระบวนการทำงานสร้างแรงประมาณเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นแรงจากการเจาะ ตัด กัด ประกอบ หรือเชื่อม

งานบางประเภทชิ้นงานมีน้ำหนักเพียงไม่กี่กิโลกรัม แต่แรงจากเครื่องจักรอาจสูงกว่าน้ำหนักของชิ้นงานมาก

2. ทิศทางของแรง

ต้องดูว่าแรงพยายาม

  • ยกชิ้นงาน
  • ดันชิ้นงาน
  • ดึงชิ้นงาน
  • เลื่อนชิ้นงาน
  • หมุนชิ้นงาน

การเลือกแคลมป์ที่มี Holding Capacity สูง แต่ติดตั้งผิดทิศทาง ก็ไม่ได้หมายความว่าชิ้นงานจะถูกจับอย่างปลอดภัย

3. ตำแหน่ง Spindle หรือจุดกด

จุดนี้สำคัญมากกับ Toggle Clamp

เมื่อเลื่อน Spindle หรือหัวกดออกไปใกล้ปลายแขนมากขึ้น Moment ที่เกิดกับ Clamp จะเพิ่มขึ้น และความสามารถในการรับแรง ณ จุดนั้นอาจลดลง

DESTACO ระบุว่า Holding Capacity สูงสุดของแคลมป์ถูกวัดภายใต้ตำแหน่งที่กำหนด และค่าจะลดลงเมื่อจุดกดเคลื่อนไปทางปลายแขน

ดังนั้นเวลานำ Clamp ไปติดตั้งจริง ต้องดู Drawing หรือ Datasheet ของรุ่นนั้นร่วมด้วย

4. จำนวนแคลมป์

ชิ้นงานขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ Clamp ขนาดใหญ่มากเพียงตัวเดียวเสมอไป

บาง Fixture การใช้แคลมป์ 2–4 จุดสามารถช่วยกระจายแรงได้ดีกว่า เช่น แผ่นเหล็กยาวที่ต้องการป้องกัน

  • ปลายชิ้นงานยก
  • การสั่น
  • การบิด
  • การเคลื่อนตำแหน่ง

แต่ต้องมั่นใจด้วยว่า Fixture สามารถกระจาย Load ไปยัง Clamp แต่ละตัวได้จริง

5. ฐาน Jig & Fixture

แคลมป์ที่แข็งแรงไม่ได้ช่วยอะไร หากฐานที่ใช้ติดตั้งอ่อนเกินไป

ควรตรวจสอบ

  • ความหนาของฐาน
  • จำนวน Bolt
  • ขนาด Bolt
  • ระยะห่างของรู
  • ความแข็งแรงของ Fixture
  • จุดรองรับใต้ Workpiece

ระบบจับยึดต้องแข็งแรงทั้งชุด ไม่ใช่เฉพาะตัว Clamp

6. Dynamic Load และ Vibration

งานที่มีการสั่นหรือแรงกระแทกไม่ควรมองเฉพาะ Static Load

เช่น

  • เครื่องจักร
  • งานเจาะ
  • งานกัด
  • งานเชื่อม
  • เครื่องประกอบอัตโนมัติ

อาจมีโหลดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขการใช้งานจริงร่วมกับ Maximum Holding Capacity ที่ระบุใน Datasheet


Holding Capacity ยิ่งสูงยิ่งดีหรือไม่?

ไม่จำเป็น

การเลือก แคลมป์ ที่ใหญ่เกินความต้องการอาจทำให้

  • ตัว Clamp ใหญ่เกินพื้นที่
  • ด้ามเปิดชนอุปกรณ์อื่น
  • Fixture ใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • น้ำหนักชุด Jig เพิ่ม
  • ต้นทุนสูงขึ้น
  • เปิด-ปิดไม่สะดวก
  • ใช้แรงกดกับชิ้นงานมากเกินความจำเป็น

ในทางกลับกัน ถ้าเลือกเล็กเกินไป ก็อาจเกิดปัญหา

  • ชิ้นงานขยับ
  • Clamp คลาย
  • งานไม่ได้ตำแหน่ง
  • Fixture สั่น
  • ชิ้นงานเสียหาย
  • ตัว Clamp เสื่อมเร็วกว่าปกติ

วิธีที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เลือก “ใหญ่ที่สุด” แต่เป็นการเลือกรุ่นที่เหมาะกับ Load และ Geometry ของ Fixture


Maximum Holding Capacity ไม่ใช่ Working Load ที่ควรใช้จนเต็มตลอดเวลา

หาก Datasheet ระบุว่า

Maximum Holding Capacity = 1,000 N

ไม่ได้หมายความว่าควรออกแบบให้ตัว Clamp รับ Load 1,000 N ตลอดทุก Cycle

เพราะ Maximum Holding Capacity เป็น Rating สูงสุดภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของผู้ผลิต และยังมีปัจจัยหน้างาน เช่น

  • Shock Load
  • Vibration
  • ตำแหน่ง Spindle
  • การสึกหรอ
  • คุณภาพการติดตั้ง
  • อายุการใช้งาน
  • ความแข็งแรงของฐาน
  • จำนวน Cycle

เข้ามาเกี่ยวข้อง

ผู้ผลิตจึงแนะนำไม่ให้ใช้งานเกินค่าที่ระบุไว้


แรงจับมากเกินไปก็สร้างปัญหาได้

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ไม่ใช่ทุกงานต้องการแรงกดสูงที่สุด

หากกดชิ้นงานแรงเกินไป อาจทำให้

  • แผ่นบางโก่ง
  • พลาสติกเสียรูป
  • ไม้เป็นรอย
  • ผิวสำเร็จเสียหาย
  • ตำแหน่งชิ้นงานเปลี่ยน
  • Fixture เกิด Stress โดยไม่จำเป็น

ดังนั้นต้องแยกให้ชัดระหว่าง

“ต้องการแรงต้านสูง”

กับ

“ต้องการแรงกดสูง”

บางงานต้องการ Holding Capacity สูงเพื่อป้องกัน Clamp เปิดจากแรงภายนอก แต่ไม่ได้ต้องการให้หัว Clamp กดชิ้นงานอย่างรุนแรง


เลือกแคลมป์จากอะไรบ้าง นอกจาก Holding Capacity?

เมื่อได้ช่วง Holding Capacity ที่ต้องการแล้ว ควรดูสเปกอื่นต่อ ได้แก่

ประเภทของ Clamp

ตัวอย่างเช่น

  • Vertical Toggle Clamp
  • Horizontal Toggle Clamp
  • Push-Pull Clamp
  • Hold-Down Clamp
  • Latch Clamp
  • C-Clamp
  • F-Clamp

แคลมป์แต่ละประเภทสร้างแรงและเคลื่อนที่คนละทิศทาง จึงควรเลือกตามรูปแบบ Fixture ก่อน

Clamp Arm

Toggle Clamp บางรุ่นมี

  • U-Bar
  • Long U-Bar
  • Solid Bar

รูปแบบแขนมีผลกับความยืดหยุ่นในการกำหนดตำแหน่ง Spindle และการออกแบบ Jig

Opening Angle

ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเปิด Clamp และนำชิ้นงานเข้า-ออก

Mounting Base

ดูทั้งรูปแบบฐาน รูยึด และพื้นที่ติดตั้ง เพื่อให้ Fixture สามารถรับแรงจาก Clamp ได้จริง

Material

งานทั่วไปอาจเลือก Steel ส่วนบางสภาพแวดล้อมอาจต้องพิจารณา Stainless Steel หรือวัสดุและการเคลือบผิวที่เหมาะสม


วิธีเลือก Holding Capacity ของแคลมป์แบบเป็นขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: ระบุลักษณะงาน

กำหนดก่อนว่าใช้แคลมป์กับงานอะไร เช่น ประกอบ เจาะ เชื่อม ตัด CNC งานไม้ หรือ Jig & Fixture

ขั้นตอนที่ 2: หา External Load

ประเมินแรงที่พยายามทำให้ชิ้นงานหลุดหรือเคลื่อนจากตำแหน่ง ไม่ควรดูแค่น้ำหนักชิ้นงาน

ขั้นตอนที่ 3: ระบุทิศทาง Load

ตรวจว่าแรงเกิดในแนวยก ดัน ดึง เลื่อน หรือหมุน

ขั้นตอนที่ 4: กำหนด Design Load

นำ External Load มาพิจารณาร่วมกับ Safety Factor ที่เหมาะสมกับงานและข้อกำหนดทางวิศวกรรม

ขั้นตอนที่ 5: เลือกประเภทและ Holding Capacity

เลือกประเภท Clamp ที่ให้ทิศทางแรงถูกต้อง แล้วตรวจ Maximum Holding Capacity จาก Datasheet ของรุ่นจริง

ขั้นตอนที่ 6: ตรวจ Fixture ก่อนใช้งาน

ตรวจตำแหน่ง Spindle, Stopper, Locator, Bolt, ฐาน Fixture และทดลองกับสภาพการทำงานจริงก่อนนำไปใช้ในกระบวนการผลิต


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือกแรงจับแคลมป์

เลือกจากน้ำหนักชิ้นงานอย่างเดียว

ชิ้นงาน 10 kg ไม่ได้หมายความว่า Clamp 10 kg เพียงพอ เพราะยังมีแรงจากกระบวนการทำงาน

คิดว่า Holding Capacity คือ Clamping Force

สองค่านี้มีหน้าที่อธิบายคนละเรื่อง หากนำมาใช้แทนกันอาจเลือกรุ่นผิด

ใช้ Maximum Rating เต็มค่า

ควรพิจารณา Design Load และเงื่อนไขหน้างาน ไม่ควรออกแบบโดยยึด Maximum Rating เป็น Working Load โดยตรง

ไม่ดูตำแหน่ง Spindle

Clamp รุ่นเดียวกัน เมื่อตำแหน่งหัวกดเปลี่ยน ความสามารถในการรับแรงจริงก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย

เลือก Clamp ใหญ่เกินไป

ไม่ได้ช่วยให้งานดีขึ้นเสมอไป และอาจทำให้ Fixture ใหญ่และใช้งานลำบาก

สนใจแต่ Clamp แต่ไม่ดู Fixture

Bolt, Plate, Stopper และ Locator ต้องรับแรงได้เช่นกัน


สรุป Holding Capacity ของแคลมป์ เลือกเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ?

Holding Capacity คือความสามารถของแคลมป์ในการต้านแรงขณะอยู่ในตำแหน่งล็อก ไม่ใช่แรงที่หัว Clamp กดลงบนชิ้นงาน

ดังนั้น การเลือก แคลมป์ ไม่ควรใช้หลักว่า

ชิ้นงานหนัก 20 kg = ใช้ Clamp 20 kg

แต่ควรเริ่มจาก

ลักษณะงาน → External Load → ทิศทางแรง → Safety Factor → จำนวน Clamp → Holding Capacity → ตำแหน่งติดตั้ง → ตรวจ Fixture

เมื่อต้องใช้งานกับงานเจาะ เชื่อม ประกอบ Jig & Fixture หรืองานผลิตซ้ำ การเลือกรูปแบบและขนาดของแคลมป์ให้เหมาะตั้งแต่ต้นจะช่วยให้จับชิ้นงานได้มั่นคง ทำงานง่ายขึ้น และลดปัญหาจากการเลือก Clamp ผิดประเภท

👉 ดูแคลมป์และแคลมป์จับชิ้นงานทั้งหมด เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบ ขนาด และรุ่นที่เหมาะกับการใช้งาน


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Holding Capacity และแคลมป์

Holding Capacity ของแคลมป์คืออะไร?

Holding Capacity คือค่าความสามารถสูงสุดที่ Clamp สามารถต้านแรงได้ขณะอยู่ในตำแหน่งปิดและล็อก ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่ผู้ผลิตกำหนด

Holding Capacity กับ Clamping Force เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน Holding Capacity ใช้บอกความสามารถในการต้าน Load ของ Clamp ส่วน Clamping Force คือแรงที่ Clamp กดลงบนชิ้นงาน

ชิ้นงานหนัก 20 kg ต้องใช้แคลมป์ 20 kg หรือไม่?

ไม่ควรเลือกจากน้ำหนักชิ้นงานโดยตรง เพราะต้องพิจารณาแรงจากการเจาะ ตัด เชื่อม ประกอบ การสั่น และแรงอื่นที่กระทำกับชิ้นงานด้วย

Holding Capacity สูงกว่ายิ่งดีหรือไม่?

ไม่เสมอไป ควรเลือกรุ่นให้เหมาะกับ Design Load และพื้นที่ติดตั้ง การใช้ Clamp ที่ใหญ่เกินความจำเป็นอาจเพิ่มต้นทุนและทำให้ Fixture ใช้งานไม่สะดวก

ทำไมตำแหน่ง Spindle ถึงมีผลต่อ Holding Capacity?

เมื่อเลื่อนจุดกดออกห่างจาก Pivot มากขึ้น Moment ที่เกิดกับแขน Clamp จะเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการรับแรง ณ จุดกดนั้นสามารถลดลงได้

ใช้แคลมป์หลายตัวช่วยเพิ่มแรงจับได้ไหม?

ได้ในกรณีที่ Fixture ถูกออกแบบให้ Clamp แต่ละตัวแบ่งรับ Load ได้จริง แต่ไม่ควรนำ Holding Capacity ของ Clamp ทุกตัวมาบวกกันโดยอัตโนมัติโดยไม่วิเคราะห์ Load Path

แรงจับแคลมป์ควรเผื่อ Safety Factor เท่าไหร่?

ไม่มีค่าเดียวที่เหมาะกับทุกงาน Safety Factor ต้องพิจารณาจากลักษณะ Load, Shock, Vibration, จำนวน Cycle, Fixture และระดับความเสียหายที่ยอมรับได้ งานที่มีความเสี่ยงควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือวิศวกรตรวจสอบ

ก่อนซื้อแคลมป์ควรดูค่าอะไรบ้าง?

ควรดูประเภท Clamp, Holding Capacity, Clamping Force, Clamp Arm, ตำแหน่ง Spindle, Opening Angle, Mounting Base, Material และขนาดพื้นที่ติดตั้งร่วมกัน


HowTo: วิธีเลือก Holding Capacity ของแคลมป์ให้เหมาะกับงาน

ระยะเวลาประเมินเบื้องต้น: ประมาณ 10–20 นาทีเมื่อมีข้อมูลชิ้นงานและกระบวนการครบ

ขั้นตอนที่ 1 ระบุงานที่ต้องการจับยึด

กำหนดว่าใช้ Clamp กับงานประกอบ เจาะ เชื่อม ตัด งานไม้ CNC หรือ Jig & Fixture

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบแรงที่เกิดกับชิ้นงาน

หา External Load ที่พยายามทำให้ชิ้นงานยก เลื่อน หมุน ดัน หรือดึงออกจากตำแหน่ง

ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์ทิศทางของแรง

กำหนดทิศทาง Load เพื่อเลือกประเภท Clamp และตำแหน่ง Stopper ให้เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 4 กำหนด Design Load

นำ External Load มาพิจารณาร่วมกับ Safety Factor ตามลักษณะงานและข้อกำหนดทางวิศวกรรม

ขั้นตอนที่ 5 ตรวจ Holding Capacity จาก Datasheet

เลือกรุ่นที่ Maximum Holding Capacity รองรับ Design Load ได้ และตรวจตำแหน่ง Spindle ตามข้อมูลผู้ผลิต

ขั้นตอนที่ 6 ตรวจระบบ Fixture ทั้งชุด

ตรวจฐานยึด Bolt, Locator, Stopper และทดสอบ Clamp ในสภาวะใช้งานจริงก่อนเริ่ม Production

👉 ดูสินค้า ” แคลมป์ / Clamp / ปากกาจับชิ้นงาน “ทั้งหมด
💬 สอบถามสินค้าและรุ่นที่เหมาะกับงานผ่าน LINE

#แคลมป์ #Clamp #แคลมป์จับชิ้นงาน #HoldingCapacity #แรงจับแคลมป์ #ToggleClamp #ปากกาจับชิ้นงาน #แคลมป์นก #JigFixture #JigAndFixture #Fixture #เครื่องมือช่าง #เครื่องมืออุตสาหกรรม #งานเชื่อม #งานประกอบ #งานโรงงาน #CLAMPTEK #DESTACO #Adikotools

แชร์


บทความเพิ่มเติม

แคลมป์จับชิ้นงานแบบเร็ว

แคลมป์จับชิ้นงานแบบเร็วเหมาะกับงานประเภทไหน? เลือกให้จับแน่น ทำงานไว และไม่เสียเวลาเซ็ตชิ้นงาน

แคลมป์จับชิ้นงานแบบเร็วเหมาะกับงานที่ต้องจับ–ปล่อยชิ้นงานบ่อย ต้องการตำแหน่งซ้ำที่แม่นยำ

อ่านเพิ่มเติม »